"หลับใน" เรื่องอันตราย ในการขับนี่

"หลับใน" เรื่องอันตราย ในการขับนี่

"หลับใน" เรื่องอันตราย ในการขับนี่

S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

ทุกวันนี้ที่การทำงานของพวกเราต่างสร้างความเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้เราได้ยินคำว่า "หลับใน" บ่อยมากยิ่งขึ้น และ ล่าสุดกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิก เมื่อพระเอกหนุ่มชื่อดังของประเทศ เวียร์ ศุกลวัตน์ หลับในกลางกรุง จนเกิดอุบัติเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากความประมาท

แน่นอน..ความประมาท เป็นบ่อเกิดอุบัติเหตุและในครั้งนี้คงเป้นที่จดจำของพระเอกหนุ่มไปอีกแสนนาน ทว่าอาการหลับในที่เกิดขึ้นจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้นั้น เป็นเรื่องที่หลายคนไม่คาดคิด โดยเฉพาะหนุ่ม-สาวที่ชอบ Work Hard-Play Hard

หลับในหลับใน

อาการหลับในนั้น เป็นอาการหนึ่งของความเหนื่อยล้าที่เราสามารถรู้สึกได้และมันมีสัญญาณ ก่อนหน้า ที่บ่งบอกว่าร่างกายอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก และต้องการพักผ่อนเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การทำงานหรือกิจกรรมใดที่ใช้เรี่ยวแรง หรือก่อให้เกิดความเครียดเป็นพิเศษนั้น จะทำให้ร่างกายต้องการพักผ่อนเร้วยิ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเมื่อคุณต้องการพักผ่อน แน่นอนวิธีที่ดีสุด คือการนอน และร่างกายเราก็ไม่รู้จักวิธีอื่น ที่ทำให้มันสดชื่น จึงเป็นที่มาของอาการหลับใน ที่เป็นอันตรายอาจจะถึงชีวิตเลยทีเดียว

อาการหลับในนั้น โดยมากจะเกิดขึ้น เมื่อคุณขาดการพักผ่อนอย่างต่อเนื่อง และมีอาการเหนื่อยล้าระหว่างวันรวมอยู่ด้วย ทำให้เราอาจจะรู้สึกไม่สดชื่นระหว่างวัน และเมื่อใดก็ตามที่มีสถานที่หรืออยุ่ในที่เงียบๆ เป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็จะปิดตัวเองลงชั่วคราว และเป็นอาการหลับในนั่นเอง

หลับในหลับใน

ตามปกติแล้วใน 1 วัน เราควรนอนหลับ อย่างน้อย 5 ชั่วโมง และถ้าจะให้ดีสุดก็ประมาณ 8- 10 ชั่วโมง เราจึงจะตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่น แต่แน่นนอน เราสามารถหลีกเลี่ยงอาการหลับใดได้และ เรามีวิธีมาฝากกัน

1. นอนให้พอ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการนอน ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพักผ่อนของมนุษย์ และถ้าหากไม่อยากหลับในต้องนอนให้พอ การนอนนั้น หมายถึงเรานอนบนที่นอน ซึ่งควรจะพักผ่อน 10 ชั่วโมงเต็ม โดยที่คุณต้องมีการนอนติดต่อกัน 2-3 คืนเป็นอย่างน้อย และเมื่อเรามีการนอนน้อยกว่าปกติคืนละ 2 ชั่วโมง ร่างกายเราก็จะทวงหนีการนอน โดยสมองจะมีสมรรถนะและทำงานช้าลง และมีการวูบหลับช่วงสั้น และหนักมากอาจเป็นอาการหลับในได้

หลับในหลับใน

2.นั่งในท่านั่งที่ถูกต้อง อาการง่วงนอนจนหลับในนั่น ส่วนหนึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากท่านั่งใน ที่คนจำนวนมากมักจะชอบเอาความสบายเข้าว่า ออกอาการกึ่งนอนขับรถ ...การนั่งในท่าทางที่ผิดนั้น ทำให้เราก่อให้เกิดอาการง่วงนอนได้มากในช่วงขณะขับขี่ โดยเฉพาะเวลาเสี่ยง 12.00-07.00 น. และช่วงบ่ายหลังอาหารเที่ยง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องขับรถควรปรับเปลี่ยนท่านั่งขับขี่ให้ถูกต้อง จะอาการหลับในได้

3. น้ำและกาแฟช่วยได้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า กาเฟอีน ที่อยู่ในกาแฟ เป็นตัวกันง่วงที่ดีที่สุด และบางคนก็ติดกาแฟงอมแงม เพราะคิดว่ามันจัช่วยกันง่วงได้ไม่มากก้น้อย การดื่มกาแฟนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ผลข้างเคียงคือมันจะทำให้คุณตาค้าง และประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน การทานกาแฟ ควรทานแต่พอดีอย่าหักโหม เพราะอาการหลับในจะเกิดขึ้นได้ฉับพลันเช่นกันถ้าคุณทานมันมากไป

เช่นเดียวกับน้ำคนจำนวนมากรอให้ตัวเองกระหายน้ำดื่มก่อนที่แวะปั้มหาซื้อน้ำทาน การนั่งเป้นระยะเวลานานๆ นั้นจะมีโอกาสสูงที่จะเป็คเส้นเลือดดำอุดตัน ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการอ่อนเพลียและช่วยส่งเสริมการหลับในได้ ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดคือ ดื่มน้ำบ่อยๆขณะขับรถจะสามารถช่วยได้ไม่มากก็น้อย

หลับในหลับใน

4. งีบหลับ ถ้าหากคุณมีอาการเพลียมากๆ จนง่วง การจอดนอน เป็นทางที่ดีสุด แต่อย่างติดเครื่องนอนล่ะ นั่นก็อาจทำให้คุณตายได้ง่ายๆ เช่นกัน การนอนหลับในรถควรทำเป้นช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายคุณผละจากความเหนื่อยล้า ประมาณสัก 30 นาที อย่านานกว่านั้น เพราะ เมื่อคุณนอนนานกว่านั้น ร่างกายจะหลับจริง และทำให้เวลาตื่นมาขับต่อแล้วไม่สดชื่น

 

4 วิธีที่กล่าวมานั้น สามารถช่วยป้องกันคุณๆหลับในได้ โดยเฉพาะใครที่เตรียมออกเดินทางในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ยังไงก็ขอให้ขับรถปลอดภัยกันทุกคน...ครับ

 

Sanook! Auto Comment

 

อาการหลับในนี่นับว่าน่ากลัวจริงๆ เพราะการหลับในนั้น เกิดขึ้นจาการพักผ่อนไม่เพียงพอและเป็นอาการที่ทางการแพทย์เรียกว่า Micro Sleep หรือวูบหลับ ที่จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 2-3 วินาที ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะหลับตาแบบลืมตา ตาราพร่า นิ่งไปชั่วขณะ หรือถ้าหนักหน่อยอาจจะมีอาการอัมพาตชั่วคราว ที่เราไม่สามารถจัดการร่างกายได้ตามปกติ

ลองจินตนาการถึงการหลับในช่วง 2-3 วินาที ขณะที่ใช้ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่รถเคลื่อนที่เร็วกว่า 33 เมตร ต่อวินาที...ถ้าคุณหลับไป 2-3 วินาที ในช่วง 100 เมตร ที่คุณไม่ได้ควบคุมรถลองคิดสิว่า อะไรก็เกิดขึ้น

 

Advertisement Replay Ad
สาเหตุที่ทำให้รถ เบรกแตก!!!

สาเหตุที่ทำให้รถ เบรกแตก!!!

รถสตาร์ทติดยาก อาจเป็นเพราะ ขั้วแบตเตอรี่ สกปรก!!!

รถสตาร์ทติดยาก อาจเป็นเพราะ ขั้วแบตเตอรี่ สกปรก!!!

เช็คระยะ 'อู่นอก' กับ 'เข้าศูนย์' แบบไหนดีกว่ากัน?

เช็คระยะ 'อู่นอก' กับ 'เข้าศูนย์' แบบไหนดีกว่ากัน?

ขับผ่านช่อง 'อีซี่พาส' อย่างไรให้ผ่านฉลุยทุกครั้ง?

ขับผ่านช่อง 'อีซี่พาส' อย่างไรให้ผ่านฉลุยทุกครั้ง?

6 เสียงดังในตัวรถเกิดจากอะไรได้บ้าง?

6 เสียงดังในตัวรถเกิดจากอะไรได้บ้าง?

8 สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถที่คุณอาจไม่รู้ความหมาย

8 สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถที่คุณอาจไม่รู้ความหมาย

5 สิ่งไม่ควรทำในรถเกียร์ธรรมดา

5 สิ่งไม่ควรทำในรถเกียร์ธรรมดา

วิธีป้องกัน 'รถกระตุก-มีเสียงดัง' เมื่อปลดเกียร์ P

วิธีป้องกัน 'รถกระตุก-มีเสียงดัง' เมื่อปลดเกียร์ P

รถวิ่งสะดุด ติดยาก “ปั๊มติ๊ก” พัง จริงหรือมั่ว!

รถวิ่งสะดุด ติดยาก “ปั๊มติ๊ก” พัง จริงหรือมั่ว!

วิธีแก้ไขเบื้องต้นสำหรับ รถจมน้ำ!

วิธีแก้ไขเบื้องต้นสำหรับ รถจมน้ำ!

6 วิธียืดอายุให้กับยางรถยนต์

6 วิธียืดอายุให้กับยางรถยนต์

โคมไฟหน้ารถหมอง สาเหตุเกิดจากอะไร?

โคมไฟหน้ารถหมอง สาเหตุเกิดจากอะไร?

หน้าที่และความสำคัญของ แหวนลูกสูบ

หน้าที่และความสำคัญของ แหวนลูกสูบ

จำเป็นหรือไม่? ก่อนดับเครื่องต้องจอดทิ้งไว้สักครู่

จำเป็นหรือไม่? ก่อนดับเครื่องต้องจอดทิ้งไว้สักครู่

รถเกียร์ออโต้ปล่อยไหลเกียร์ 'N' ประหยัดจริงหรือไม่..?

รถเกียร์ออโต้ปล่อยไหลเกียร์ 'N' ประหยัดจริงหรือไม่..?

6 อ็อพชั่นเด็ดในรถที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่ามี

6 อ็อพชั่นเด็ดในรถที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่ามี

4 เทคนิคเช็ค 'รถจมน้ำ' แบบง่ายที่สุด

4 เทคนิคเช็ค 'รถจมน้ำ' แบบง่ายที่สุด

4 สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจเมื่อขับรถผ่านน้ำท่วม

4 สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจเมื่อขับรถผ่านน้ำท่วม

แนะนำ 3 เทคนิคเด็ดช่วยให้ไฟหน้ารถสว่างยิ่งขึ้น

แนะนำ 3 เทคนิคเด็ดช่วยให้ไฟหน้ารถสว่างยิ่งขึ้น

อย่าทำแบบนี้!!! ถ้าไม่อยากให้รถพังเร็ว

อย่าทำแบบนี้!!! ถ้าไม่อยากให้รถพังเร็ว

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์