รีวิว Subaru Forester ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ นี่สิเอสยูวีตัวจริง!

รีวิว Subaru Forester ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ นี่สิเอสยูวีตัวจริง!

รีวิว Subaru Forester ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ นี่สิเอสยูวีตัวจริง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

     หลังจากโกยยอดขายแบบเทน้ำเทท่าสำหรับ Subaru XV ซึ่งเป็นครอสโอเวอร์รุ่นเล็กของทางค่าย คราวนี้ซูบารุขอรุกตลาดเอสยูวีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิด ด้วยการส่ง Forester โฉมไมเนอร์เชนจ์ พร้อมอัดแน่นฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าจะถูกใจคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง และผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ

     เป็นโอกาสอันดีที่ Sanook! Auto ได้รับเกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบ 2016 Subaru Forester ใหม่ บนเส้นทางกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี เพื่อมาบอกเล่าว่าเอสยูวีคันนี้ มันมีดีกว่าที่ตาเห็นนะ!

     Subaru Forester ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ถูกเปิดตัวในบ้านเราเป็นครั้งแรกที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2016 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็เรียกเรียกฮือฮาได้ระดับหนึ่งด้วยราคาเปิดตัวที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังเล็งรุ่นเล็กอย่าง XV หากขยับเพิ่มเงินอีกนิดก็จะได้รถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อ็อพชั่นมากขึ้น และสดใหม่กว่ากันพอสมควร

 

     Subaru Forester รุ่นปี 2016 ที่วางจำหน่ายในบ้านเรามีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่

  • 2.0i
  • 2.0i-P
  • 2.0XT

     ซึ่งรุ่นที่ซูบารุหวังตัวเลขยอดขายไว้ จะเน้นไปที่ 2.0i และ 2.0i-P มากกว่า เนื่องจากราคาอยู่ในระดับล้านต้นๆ แต่หากเป็นรุ่น 2.0XT ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ จะมีราคาโดดไปแตะระดับ 2 ล้านบาทนิดๆ เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่ชอบเครื่องยนต์เทอร์โบจริงๆ

 

     Forester ทั้งรุ่น 2.0i และ 2.0iP เป็นตัวนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย เช่นเดียวกับรุ่น XV ส่งผลให้สามารถทำราคาได้ต่ำกว่าเดิม เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ให้หันมามองซูบารุเป็นตัวเลือกได้มากขึ้น

     รูปลักษณ์ภายนอกของ Forester Minorchange ถูกเผินๆแล้วอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ก็ถือว่าช่วยให้ตัวรถดูสดใหม่ขึ้นพอสมควร

 

     อุปกรณ์มาตรฐานที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นของรุ่น 2.0i-P ที่เราได้ทำการทดสอบครับ

     เริ่มต้นด้วยไฟหน้าที่เปลี่ยนเป็นแบบโปรเจคเตอร์ LED พร้อม Daytime Running Light แบบ LED พร้อมระบบปรับตามทิศทางการเลี้ยว (SRH) ซึ่งจะเอียงไปตามการหมุนของพวงมาลัยเพื่อส่องสว่างในทางโค้ง (ทำงานที่ความเร็ว 10 กม./ชม.ขึ้นไป) เพิ่มที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้ามาให้ และที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบอัตโนมัติด้วย

     บริเวณกันชนยังถูกออกแบบใหม่ โดยเพิ่มหลอด LED เข้าไป ซึ่งจะสว่างขึ้นควบคู่ไปกับ Daytime Running Light และขณะเปิดไฟหน้ารถ ดีไซน์กันชนถูกออกแบบให้มีเส้นสายดุดันมากขึ้น ติดตั้งไฟตัดหมอกไว้ด้านล่างล้อมด้วยกรอบโครเมี่ยม

 

     ด้านข้างเพิ่มความหรู ด้วยแถบโครเมี่ยมบริเวณชายประตูด้านล่าง รวมถึงมือจับประตูแบบโครเมี่ยม จากเดิมที่เป็นสีเดียวกับตัวรถ ขณะที่ด้านหลังติดตั้งไฟท้ายแบบ LED ใหม่ ดูทันสมัยมากขึ้น พร้อมประตูท้ายแบบไฟฟ้า สามารถปรับความสูงของการเปิดประตูได้จากสวิตช์ในห้องโดยสาร

     ตัวถังของ Forester นั้น คนทั่วไปอาจมองว่าดูเป็นทรงเหลี่ยมเชยๆ ไม่โฉบเฉี่ยวเหมือนกับคู่แข่งในระดับราคาใกล้กัน แต่หากได้สัมผัสกันจริงๆ จะทราบเลยว่า การออกแบบในลักษณะนี้ จะช่วยในเรื่องทัศนวิสัยการขับขี่ได้เป็นอย่างดี จนผู้เขียนคิดว่านี่คือคอมแพ็คเอสยูวีที่มีทัศนวิสัยดีที่สุดในตลาดด้วยซ้ำไป ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มีผลต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวันอย่างที่คุณผู้อ่านหลายท่านคาดไม่ถึง

     ในรุ่น 2.0i-P (รวมถึงรุ่น 2.0i) มาพร้อมล้ออัลลอยแบบ 6 ก้านสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/60 R17

 

     ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ เบาะนั่งหุ้มหนังปรับด้วยไฟฟ้าคู่หน้า ฝั่งคนขับสามารถปรับได้ 8 ทิศทาง พร้อมฟังก์ชั่นเมมโมรี่ 2 ตำแหน่ง ขณะที่เบาะด้านหลังสามารถปรับพับแยกแบบ 60:40 ได้ พร้อมหัวหมอนปรับระดับได้ทั้ง 3 ตำแหน่ง ซึ่งฟองน้ำเบาะนั่งของตัวเบาะให้ความนิ่มกำลังดี ไม่แข็งหรือนิ่มยวบเกินไป รวมถึงปีกเบาะซัพพอร์ตช่วงเอวได้พอประมาณ ไม่อึดอัด ถือเป็นเบาะที่กว้าง นั่งสบาย

     ติดตั้งพวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง มีร่องกริปที่ออกแบบให้จับได้ถนัดมือ ปุ่มควบคุมฝั่งซ้ายใช้สำหรับควบคุมเครื่องเสียง ระบบโทรศัพท์ และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID บริเวณมาตรวัดความเร็ว ส่วนปุ่มทางขวามือสำหรับระบบ Cruise Control และระบบ SI Drive

 

     ระบบ SI Drive เป็นระบบปรับโหมดการขับขี่ แบ่งออกเป็น S – Sport และ I – Intelligent ซึ่งหากกดปุ่ม S ลงไปหนึ่งครั้ง ก็จะเป็นการเรียกโหมดสปอร์ต ซึ่งทำหน้าที่ปรับการทำงานของเกียร์ให้ตอบสนองต่อคันเร่งได้ไวขึ้น เพื่อเรียกแรงบิดได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง ขณะที่โหมด I จะเป็นการขับขี่แบบปกติสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนัก เน้นเอาประหยัดน้ำมันเป็นหลัก

     ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกติดตั้งไว้ทางด้านขวา ทำงานคู่กับกุญแจรีโมท ซึ่งมีฟีเจอร์เด็ดอยู่ที่ ‘ระบบเข้ารถโดยไม่ใช้กุญแจ’ หรือ ‘PIN Code Access’ โดยระบบที่ว่านี้ไม่ใช่การพกกุญแจไว้ในกระเป๋าเหมือนที่รู้จักกัน แต่เป็นการเก็บกุญแจไว้ในรถแล้วล็อค-ปลดล็อกได้เลยโดยไม่ต้องสัมผัสตัวกุญแจแม้แต่น้อย ใช้เพียงรหัส 5 หลักที่เจ้าของรถตั้งเอาไว้เท่านั้น

     ฟังก์ชั่นนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบกิจกรรมกีฬากลางแจ้ง เช่น ไปวิ่งตามสวนสาธารณะหรือปั่นจักรยาน แต่ไม่ต้องการพกกุญแจไว้กับตัว เพราะกลัวจะหายหรือเกรงว่าจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ ก็สามารถเก็บกุญแจไว้ในรถได้ แล้วใช้รหัส 5 หลักในการปลดล็อครถแทน

 

     เหนือคอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอแสดงการทำงานของรถ ทั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่างๆ สั่งงานผ่านปุ่มบริเวณใกล้กับสวิตซ์ไฟฉุกเฉิน มีตัวเลขบอกอุณหภูมิภายนอกได้

     ใกล้กันเป็นหน้าจอแสดงระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ที่เป็นแบบ Dual-zone แยกปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวาได้ สั่งงานผ่านปุ่ม 3 ปุ่มขนาดใหญ่ใต้หน้าจอเครื่องเสียง ใช้งานง่าย

 

     เครื่องเสียงของ Forester เป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth สามารถเล่นแผ่น CD ได้ มีพอร์ต USB มาให้ รองรับการสั่งงานด้วยเสียงของตัวรถเองและระบบ Siri Eyes Free เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับโทรศัพท์ระบบ iOS รวมถึงใช้แสดงภาพจากกล้องมองหลังเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังด้วย

     นอกเหนือจากพอร์ตยูเอสบีที่ใครหลายคนมักเอาไว้ใช้ชาร์จแบตเตอรี่มือถือนั้น ยังมีช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์มาให้ถึง 3 ตำแหน่ง บริเวณคอนโซลกลาง, ช่องเก็บของ และห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายอีกด้วย

     ขุมพลังของรุ่น 2.0i และ 2.0i-P ติดตั้งเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4 สูบวางนอน ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 198 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ซึ่งจุดเด่นของเครื่องยนต์แบบ Boxer นี้ คือการออกแบบตัวเครื่องที่ทำให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ซึ่งเป็นจุดเด่นของค่ายซูบารุที่ได้โดดเด่นในเรื่องการเข้าโค้ง รวมถึงลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์จากการที่ลูกสูบเคลื่อนที่แบบสวนทางกัน

     ระบบส่งกำลังเป็นแบบ Lineartronic CVT ที่ใช้ชุดโซ่ในการขับเคลื่อน ซึ่งให้ความทนทานและแข็งแรงกว่าสายพานทั่วไป

 

     ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้ามีร่องระบายความร้อน ช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบดับเบิ้ลวิชโบน

     จุดเด่นอีกอย่างของซูบารุ ฟอเรสเตอร์คันนี้ ก็คือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Symmetrical All Wheel Drive ซึ่งจัดวางชุดขับเคลื่อนให้มีลักษณะสมมาตรทั้งซ้ายและขวา ที่จะช่วยกระจายแรงบิดไปยังทุกล้อเท่ากันได้อย่างสมบูรณ์ สามารถกระจายแรงบิดไปยังล้อใดล้อหนึ่งที่มีปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผ่านอุปสรรคขณะขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรดได้ดียิ่งขึ้น

     ด้านระบบความปลอดภัยใน Forester ใหม่ ติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมป้องกันอาการบาดเจ็บบนริเวณหัวเข่า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบเพิ่มแรงดันเบรก BA, ระบบควบคุมการทรงตัว VDC ฯลฯ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของรถที่มีระดับราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป ที่วางจำหน่ายในปี 2016

 

     เริ่มต้นออกเดินทางกันเลยดีกว่าครับ

     เราออกเดินทางจากโชว์รูมซูบารุบนถนนเสรีไทย ซึ่งเป็นช่วงที่การจราจรหนาแน่นพอสมควร ซึ่ง Forester ก็ยังให้ความคล่องตัว สามารถมุดไปตามจังหวะได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งการตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์สำหรับการขับขี่ในเมืองนับว่าใช้ได้เลยทีเดียว

     เมื่อพ้นเขตเมืองที่พอจะทำความเร็วได้นั้น การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ยังคงทำงานได้ดี แต่ทว่ากำลังเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้านั้น อาจจะดูเอื่อยเฉื่อยไปนิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องสูญเสียกำลังไปกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้อัตราเร่งไม่ถึงกับทันใจ มีให้แค่เพียงพอกับการใช้งานในชีวิตประจำทั่วไป หากใครรีบร้อนอาจต้องขยับไปเล่นตัวเทอร์โบที่มีราคาต่างกันอยู่พอสมควร

 

     สิ่งที่ปรับปรุงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็คือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่เงียบขึ้นอย่างชัดเจน จะมีเสียงก็จากพื้นถนนให้ได้ยินบ้างตามความเร็วที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบุวัสดุดูดซับเสียงที่มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ ประกอบกับการออกแบบกระจกรอบคันใหม่ทั้งหมดให้มีความหนามากขึ้น ทำให้เสียงลมเข้ามาภายในห้องโดยสารได้น้อยลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

     อีกจุดหนึ่งที่ได้รับการปรับปรุง คือ การซับแรงสะเทือนที่ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ช่วยให้โดยสารได้สบายมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ช่วงล่างของ Forester ใหม่ ก็ยังคงไว้ซึ่งความหนักแน่น หนึบหนับ มั่นใจขณะเข้าโค้ง ยังคงเอกลักษณ์ของ Forester ที่ให้ความรู้สึกขณะเข้าโค้งใกล้เคียงกับรถเก๋งช่วงล่างเยี่ยมๆคันหนึ่งเลยทีเดียว จนผู้เขียนแทบจะลืมความเป็นเอสยูวีของรถคันนี้ไปเสียสนิท

 

     นอกจากนั้น เรายังไดมีโอกาสทดสอบการขับขี่แบบออฟโรด ซึ่งเป็นทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่น เราจึงไม่พลาดทดสอบระบบ X-Mode ที่จะช่วยเสริมระบบเบรกอัตโนมัติขณะลงทางชัน ช่วยให้ขับง่ายขึ้น และปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้ตอบสนองต่อสภาพถนนได้ดีขึ้น ซึ่งแม้ว่าเส้นทางออฟโรดคราวนี้จะไม่ได้โหดอะไรมากมายนัก แต่ก็ช่วยให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตรของซูบารุได้เป็นอย่างดี สามารถผ่านอุปสรรคไม่ว่าจะเป็นหลุม เนินชัน ฯลฯ ได้อย่างสบาย

 

     สรุป 2016 Subaru Forester ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ดูภายนอกอาจไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่เวอร์ชั่นนำเข้าจากมาเลเซียนี้ก็มีการติดตั้งฟังก์ชั่นที่เพิ่มมากขึ้น น่าใช้งานขึ้นกว่าเดิมเยอะ  จุดด้อยต่างๆที่มีในรุ่นเดิม ทั้งความแข็งของช่วงล่างและการเก็บเสียง ก็ถูกปรับปรุงใหม่จนหมดสิ้น ประกอบกับความดีงามของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตรของซูบารุ ถือว่านี้คือเอสยูวีที่พัฒนามาสำหรับขาลุยตัวจริง!

 

ราคาจำหน่าย Subaru Forester รุ่นปี 2016 ใหม่ มีดังนี้

  • Subaru Forester 2.0i ราคา 1,198,000 บาท*
  • Subaru Forester 2.0i-P ราคา 1,398,000 บาท*
  • Subaru Forester 2.0XT ราคา 2,290,000 บาท

*ราคาโปรโมชั่นแบบมีระยะเวลาจำกัด

 

ขอขอบคุณผู้บริหารและทีมงานบริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้

 

 

อัลบั้มภาพ 38 ภาพ

อัลบั้มภาพ 38 ภาพ ของ รีวิว Subaru Forester ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ นี่สิเอสยูวีตัวจริง!

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook